27/07/2021

THAILAND DAILY

NEWSPAPER / MAGAZINE / PUBLISHER

the-streaming-war-so-far

The Streaming War So Far

ย้อนดูความเป็นไปของอุตสาหกรรมสตรีมมิ่งในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละรายใช้กลยุทธ์และคอนเทนต์ต่างๆ เพื่อช่วงชิงเวลาและความสนใจของคนดูให้ได้มากที่สุด

บทความ:
พีรชัย พสุทันท์ ภาพเปิด: Shutterstock

[ English ]

เวลาของผู้ชมกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้บริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่ต่างช่วงชิงเพื่อสร้างความนิยมและรายได้ ยิ่งเมื่อ Netflix ได้กอบโกยเวลาของผู้ชมทั่วโลกอย่างมีนัยยะสำคัญในช่วง 2-3 ปีหลัง ทำให้บรรดาค่ายภาพยนตร์รวมถึงบริษัทจากแวดวงอื่นๆ หันมาตั้งสตรีมมิ่งเป็นของตัวเองอย่างต่อเนื่อง บทความนี้จะย้อนความถึงกลยุทธ์และสิ่งที่เกิดขึ้นของสตรีมมิ่งรายต่างๆ ในปีที่แล้ว ก่อนที่สงครามการแข่งขันจะทวีเข้มข้นมากขึ้นในปีนี้

Luxury service featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Extraction ภาพยนตร์ Netflix ที่ทำยอดผู้ชมสูงสุดตลอดกาลที่ 99 ล้านครัวเรือนในการฉายสี่สัปดาห์แรก

จากผู้ให้เช่าโฮมวีดิโอหนังทางไปรษณีย์ Netflix ได้ปรับแผนธุรกิจสู่การเป็นสตรีมมิ่งเต็มตัวในปี ค.ศ. 2013 ด้วยซีรีส์ดั้งเดิมเรื่อง House of Cards ในปี ค.ศ. 2020 สตรีมมิ่งรายนี้มีสมาชิกทั่วโลกแล้วกว่า 195 ล้านราย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยอดผู้สมัครบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดระหว่างการล็อคดาวน์ในสองไตรมาสแรกของปีที่แล้ว Netflix ยังคงปลุกปั้นคอนเทนต์ออริจินอลของตนเองเพื่อรักษาฐานสมาชิก เช่น ภาพยนตร์ Extraction และมินิซีรีส์ The Queen’s Gambit ที่มียอดผู้ชมแบบทุบสถิติ พร้อมกันนี้ Netflix ยังร่วมมือกับผู้ผลิตประเทศต่างๆ เพื่อดึงดูดผู้ชมท้องถิ่น เช่น ซีรีส์ Money Heist (สเปน), Dark (เยอรมนี) และ Kingdom (เกาหลีใต้)

Luxury service featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
ทีมนักแสดงจาก Bangkok Breaking ออริจินัลไทยเรื่องที่สองของ Netflix สร้างสรรค์โดยก้องเกียรติ โขมศิริ และ ปราบดา หยุ่น

การผลักดันผลงานให้เข้าสู่เวทีรางวัลถือเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของ Netflix ซึ่งในปีนี้พร้อมส่งภาพยนตร์ของตนเอง เช่น Da 5 Bloods และ Ma Rainey’s Black Bottom เข้าชิงรางวัล Academy Awards นับเป็นวิธีการพิสูจน์ว่า ผลงานเรื่องนั้นจะประสบความสำเร็จทั้งยอดผู้ชมและกล่องหรือไม่ ส่วนในปีที่จะมาถึงนี้ Netflix ยังคงสรรค์สร้างคอนเทนต์ต่างๆ จากทั่วโลกเช่นเดิม อาทิ ออริจินัลซีรีส์ของไทยเรื่อง Bangkok Breaking พร้อมทั้งการกลับมาของซีรีส์ Stranger Things และ Sex Education

Luxury service featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
The Mandalorian ซีรีส์ภาคแยกของ Star Wars จาก Disney+ ที่ได้รับความนิยมและคำวิจารณ์เชิงบวก

เมื่อธุรกิจสวนสนุกและภาพยนตร์ต้องชะงักลงเนื่องจากมาตรการล็อคดาวน์ Disney+ จึงกลายเป็นความหวังใหญ่ทางรายได้ของ Disney เพียงแหล่งเดียว และดูเหมือนว่าสตรีมมิ่งของบริษัทนี้จะเริ่มต้นได้ดี เพราะหลังจากเปิดให้บริการได้หนึ่งปีในสหรัฐฯ และบางประเทศแล้ว Disney+ บริการก็มียอดสมาชิกสูงถึง 86.8 ล้านราย นอกจากซีรีส์ The Mandalorian, บันทึกการแสดงบรอดเวย์ Hamilton และภาพยนตร์คอนเสิร์ต Folklore จากเทย์เลอร์ สวิฟต์ที่เข้ามาสร้างความนิยมแล้ว Disney+ ยังเปิดเผยกลยุทธ์ช่วงชิงคนดูที่สำคัญในอนาคต ได้แก่ การเจาะกลุ่มผู้ชมครอบครัว การขยายจักรวาล Star Wars, Marvel และ Pixar ผ่านซีรีส์และภาพยนตร์ไม่ต่ำกว่า 30 เรื่อง และคอนเทนต์จาก 20th Century Studios กับ National Geographic ที่เพิ่งซื้อกิจการไป เมื่อไม่นานมานี้ก็มีการเปิดรับสมัครทีมงานของ Disney+ ประจำประเทศไทย จึงอาจเป็นสัญญาณว่าอีกไม่นานบริการสตรีมมิ่งของมิกกี้ เมาส์ กำลังจะเปิดศึกในเมืองไทยอย่างเต็มรูปแบบนั่นเอง

Luxury service featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
รายชื่อภาพยนตร์และซีรีส์ในจักรวาล Marvel ที่จะออกอากาศทาง Disney+ ในอนาคต

ช่องเคเบิล HBO ในเครือเดียวกับ Warner Bros. ก็ลงมาสู้ศึกนี้เช่นกัน ผ่านสตรีมมิ่งในชื่อ HBO Max โดยขณะนี้มียอดผู้สมัครบริการแล้ว 12.6 ล้านรายในสหรัฐฯ หลังจากเปิดตัวในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว กลยุทธ์แรกๆ ของสตรีมมิ่งเจ้านี้คือ การซื้อสิทธิการฉายซิทคอมฮิตเรื่อง Friends คืนจาก Netflix เพื่อนำมาลงใน HBO Max พร้อมกับการออกอากาศตอนพิเศษ และเพื่อสร้างฐานสมาชิก สตรีมมิ่งรายนี้จะมีคอนเทนต์ดั้งเดิมที่ต่อยอดจากผลงานซึ่งมีแฟนคลับเหนียวแน่น อาทิ มินิซีรีส์ Zack Snyder’s Justice League, ซีรีส์ Gossip Girl ภาครีบูท และซีรีส์ภาคแยกของ Game of Thrones

Luxury service featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
โปรโมทซิทคอม Friends ที่ย้ายไปสตรีมทาง HBO Max ในสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา (ส่วนในประเทศไทยยังสตรีมทาง Netflix)

อีกกลยุทธ์หนึ่งได้เกิดขึ้นเมื่อโรงภาพยนตร์ในสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศยังคงปิดตัวชั่วคราว Warner Bros. นำภาพยนตร์ของตัวเองมาฉายพร้อมกันทาง HBO Max และโรงภาพยนตร์ในประเทศที่เปิดให้บริการได้ ดังจะเห็นได้จากกรณีของ Wonder Woman 1984 ทั้งนี้ เมื่อ Warner Bros. ประกาศว่าจะใช้กลยุทธ์นี้กับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ในอนาคตด้วย เช่น The Suicide Squad และ Godzilla vs. Kong ผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ในสหรัฐฯ และผู้สร้างสรรค์ผลงานก็ได้ออกมาคัดค้านอย่างหนัก ด้วยเกรงว่า ผู้ชมจะเลือกดูหนังเหล่านี้ผ่านสตรีมมิ่งมากกว่าที่จะกลับไปดูในโรงภาพยนตร์ตามเดิมในกรณีที่สถานการณ์โคโรนาไวรัสคลี่คลายลงไปแล้ว นี่จึงเป็นกรณีที่ต้องติดตามและถกเถียงกันต่อไป

Luxury service featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
รายชื่อภาพยนตร์จาก Warner Bros. ที่จะฉายพร้อมกันทั้งในโรงภาพยนตร์และ HBO Max ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เป็นประเด็นอยู่ ณ ขณะนี้

นอกจากสตูดิโอภาพยนตร์แล้ว บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ๆ ก็ลงมาร่วมในสงครามสตรีมมิ่งเช่นกัน รายแรกคือ Apple TV+ จาก Apple มีกลยุทธ์หลักคือ การให้สิทธิดูฟรีหนึ่งปีแก่ผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของ Apple และมีคอนเทนต์ที่สำคัญ เช่น ซีรีส์ The Morning Show และรายการทอล์คโชว์ของ โอปราห์ วินฟรีย์ ขณะนี้มียอดสมาชิกประมาณ 10 ล้านคนหลังจากดำเนินงานได้หนึ่งปี ส่วนรายที่สองคือ Prime Video ของ Amazon โดยมีซีรีส์ The Boys เป็นตัวชูโรง และจะมีซีรีส์มหากาพย์ The Lord of the Rings ที่จะออกอากาศในปีหน้า ในปีนี้ Prime Video มียอดสมาชิกอยู่ที่ 150 ล้านรายหลังจากเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2006

Luxury service featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
The Morning Show ซีรีส์เรือธงของ Apple TV+

อย่างไรก็ตาม มีกรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจในปีนี้จากสตรีมมิ่งชื่อ Quibi ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ซีรีส์และคอนเทนต์ต่างๆ ความยาวตอนละ 5-10 นาที เพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่นและผู้ที่ชอบชมคลิปสั้นๆ แม้จะเป็นที่สนใจของนักลงทุนและค่ายหนังฮอลลีวูดจนสามารถระดมเงินได้ถึง 1.75 พันล้านดอลลาร์ แต่ภายหลังจากเปิดตัวได้เพียง 8 เดือน Quibi ก็ต้องยุติการให้บริการเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเนื่องจากมียอดผู้สมัครต่ำกว่าที่คาดไว้เป็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมนี้มีการแข่งขันที่รุนแรง และไม่ใช่ทุกรายที่จะประสบความสำเร็จได้

Luxury service featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
The Boys ซีรีส์เรือธงของ Prime Video

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในวงการสตรีมมิ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังมีสตรีมมิ่งอีกหลายรายทั้งจากฮอลลีวูดและประเทศอื่นๆ ที่พร้อมช่วงชิงเวลาและความสนใจของผู้ชม โดยรวมแล้ว สงครามสตรีมมิ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตและสร้างสรรค์คอนเทนต์พัฒนาผลงานของตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้ผู้ชมได้เสพสื่อที่มีคุณภาพและหลากหลายยิ่งขึ้นต่อไป

บทความที่เกี่ยวข้อง: Pulse Check by the Sectors


The streaming industry becomes increasingly competitive. We take a look at who has been doing what.

Words: Peerachai Pasutan Opening Photo: Shutterstock

Entertainment companies strive to build success and revenue by competing for the audience’s precious time. While Netflix has made headway in this respect in the past years, other studios and companies are also gearing up with their own platform. We take this opportunity to look at their respective strategies in 2020 in anticipation of the intensifying competition this year.

Originally established as a rent-by-mail DVD service, Netflix transformed itself to a streaming platform in 2013 with its first original series House of Cards. The streaming reached 195 million subscribers last year – the number was driven significantly by the lockdowns during the first two quarters of 2020. Netflix continues to produce original contents such as Extraction and The Queen’s Gambit which set new viewership records. Simultaneously, it cooperates with local content creators to attract more audience in those markets such as Money Heist (Spain), Dark (Germany) and Kingdom (South Korea).

Heavily promoting its contents to win awards is another game plan of Netflix. This year, the streaming company submits its critically acclaimed series Da 5 Bloods and Ma Rainey’s Black Bottom to compete for the Oscars so we will see how successful they are in terms of accolades. Also, Netflix plans to carry on with the creation of original contents like the Thai original Bangkok Breaking, along with the return of global hits like Stranger Things and Sex Education.

As theme park and film businesses are largely affected by lockdown measures, Disney+ is now a new revenue source for Disney. The platform has a good start with 86 million subscribers after one year of operating in the US and some countries. Besides breakouts like The Mandalorian, Hamilton and Taylor Swift’s Folklore, Disney+ has a big plan to gain even more subscribers, mainly the family audience. Star Wars, Marvel and Pixar franchises will be expanded across over 30 titles; and contents from 20th Century Studios and Nation Geographic will be also added to the service since they were acquired by Disney. Recently, Disney+ has started to recruit staff in Thailand – a telltale sign that Mickey Mouse’s streaming operation will become even more serious here.

Cable channel HBO, affiliated to Warner Bros’ parent company, also entered the streaming field with its platform called HBO Max. The service now has 12 million subscribers after debuting in May 2020. The first strategy of Max is to buy back from Netflix the broadcasting right of Friends, produced by Warner Bros. Max will release a special reunion of the cult sitcom this year. Another plan is to produce original contents based on hit franchises, such as Zack Snyder’s Justice League, rebooted Gossip Girl and at least one Game of Thrones spin-off.

Another strategy was devised as cinemas in the US and most other countries of the world are largely suspended from operation: Warner Bros. decided to release some films simultaneously in traditional theaters and on HBO Max, beginning with Wonder Woman 1984. However, as Warner Bros announced that the company would use the same strategy with upcoming blockbusters like The Suicide Squad and Godzilla vs. Kong, the practice became controversial. Several cinema chains and movie creators are strongly against this idea, fearing that the practice would change the audience’s habits permanently, driving them to prefer streaming over traditional cinemas even post-pandemic. We will have to see how this game will continue to be played.

Apart from the movie studios, major tech companies are entering the field as well. The first of which is Apple with its Apple TV+. Their strategy? You get to watch for free for a year when you buy an Apple product. Highlight programs include newsroom drama The Morning Show and Oprah Winfrey’s talk shows. Apple TV+ now has 10 million subscribers after debuting in 2019.  Another platform to watch is Amazon’s Prime Video. The service has its signature series called The Boys. And it will premiere the epic fantasy The Lord of the Rings in 2021. Prime Video has 150 million subscribers its first launch in 2006.

Still, there is this curious case of a streaming service called Quibi which marketed itself with series and contents of five to 10 minutes per episode. It targeted teenagers and people who like to watch short clips. But despite being able to raise USD 1.75 billion from investors and Hollywood film makers, Quibi shuttered only after eight months last December because they missed the subscribers target by very far. This goes to show how competitive this market can be, and that not every player will be successful.

These are only some of the major players in the streaming industry. There are other providers in Hollywood and otherwise who are keen to garner your time and interest. We believe that the streaming war will encourage the creators to bring out new, original and constantly-improving contents. Eventually, the audience is the winner as they get to enjoy the best in terms of quality and diversity.

Luxury service featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Streaming platform Quibi closed down because it attracted only 500,000 subscribers.

See also: Pulse Check by the Sectors

Comments

be the first to comment on this article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Take Me Top