25/06/2021

THAILAND DAILY

NEWSPAPER / MAGAZINE / PUBLISHER

rolex-testimonee-martin-scorsese-on-the-methods-of-cinematic-legends

Rolex Testimonee Martin Scorsese on the Methods of Cinematic Legends

มาร์ติน สกอร์เซซีก้าวขึ้นแท่นแห่งการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยของเราด้วยผลงานภาพยนตร์ 25 เรื่องและสารคดีอีก 16 เรื่องได้อย่างไร และนาฬิการุ่นใดที่อยู่บนข้อมือของตำนานแห่งวงการภาพยนตร์ผู้นี้ในช่วงเวลาสำคัญต่างๆ ในชีวิตเขา

บทความ
: โจนาธาน โฮ

[ English ]

ความยิ่งใหญ่ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากความว่างเปล่า เพราะแม้แต่เทสติโมนีของ Rolex อย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี ผู้เป็นที่ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ท่านหนึ่งที่มีความสำคัญและทรงอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการนั้นก็ยังเอ่ยปากว่าตนได้รับอิทธิพลจากผู้กำกับระดับตำนานท่านอื่นๆ อาทิ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก, ฟรองซัว ตรูโฟต์ และจอห์น ฟอร์ด เช่นกัน

สตีเวน เบเนดิกต์ นักวิจารณ์และนักวิชาการด้านภาพยนตร์กล่าวว่า “สกอร์เซซีมีความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสื่อภาพยนตร์นี้ เขาดึงเอาองค์ประกอบที่อยู่ในอดีตมาใส่เพื่อมาก่อร่างสร้างงานของเขา” แม้ว่าเบเนดิกต์จะพยายามบรรยายวิธีการอันเป็นดั่งเวทมนตร์ของสกอร์เซซีออกมาเป็นคำพูด แต่ผู้กำกับภาพยนตร์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้อยู่เหนือคำนิยามทั่วไป เพราะสกอร์เซซีคือศิลปินและผู้ผลิตภาพยนตร์ที่พิเศษเหนือธรรมดาซึ่งไม่เพียงสามารถตีแผ่ความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของอารมณ์มนุษย์ แต่สามารถสร้างความลุ่มลึกให้กับผลงานของตนอีกด้วย

สกอร์เซซีเติบโตมาในย่านลิตเติลอิตาลีแห่งมหานครนิวยอร์ค เขาเริ่มกำกับผลงานเรื่องแรกๆ ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ภาพยนตร์ระดับคลาสสิกของเขาล้วนแล้วแต่มีผลทำให้มุมของคนเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็น Mean Streets (1973), Taxi Driver (1976), Raging Bull (1980) และ Goodfellas (1990) สกอร์เซซีทำให้เราได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นในภาพยนตร์ที่สำรวจสภาพจิตใจของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ตัวละครที่เขาสร้างนั้นมีมิติที่หลายหลาก มีความซับซ้อนอย่างยิ่งยวด และยังมีพฤติกรรมในการกอบกู้ชีวิตผู้อื่นอีกด้วย

มาร์ติน สกอร์เซซี ปรมาจารย์แห่งวงการภาพยนตร์และสูตรสู่ความยิ่งใหญ่ของเขา

“ในฐานะผู้แนะนำ คุณจะรู้สึกถึงความพึงพอใจอย่างเหลือเชื่อจากการที่คุณสามารถทำให้ใครสักคนเบ่งบาน หากจะเปรียบคนเป็นดอกไม้”

สกอร์เซซีมีผลงานการกำกับทั้งหมดนับจนถึงปี 2019 ได้ภาพยนตร์ 25 เรื่อง และสารคดีขนาดยาวอีก 16 เรื่อง เขามักทำงานร่วมกับช่างภาพคนเดิมๆ อย่าง ไมเคิล บอลเฮาส์, โรเบิร์ต ริชาร์ดสัน และ โรดริโก ปริเอโต และนักแสดงอย่างโรเบิร์ต เดอ นีโรที่มีผลงานภาพยนตร์ร่วมกันมากถึง 9 เรื่อง สกอร์เซซีมีหน้าที่ในการกำกับภาพยนตร์พอๆ กับการกำกับคน เขาสามารถดึงศักยภาพสูงสุดของนักแสดงระดับออสการ์สอย่างดิคาปริโอและเดอ นีโรออกมาได้ อันที่จริงแล้ว ภาพยนตร์เรื่อง Raging Bull เริ่มต้นจากความสนใจของตัวเดอ นีโรเอง และเขาเชื่อว่าสกอร์เซซีเป็นคนเดียวที่สามารถสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ แต่ผู้กำกับในตำนานกลับไม่สนใจในตอนแรก จนกระทั่งในภายหลังตัวสกอร์เซซีเองมารู้สึกประทับใจเรื่องราวของ เจค ลามอตต้า แชมป์มวยที่มีปัญหารุมเร้าในชีวิต

Raging Bull ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award ทั้งหมด 8 สาขาซึ่งรวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (สำหรับเดอ นีโร) อีกทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นผลงานชิ้นเอกของวงการภาพยนตร์สมัยใหม่ ในตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้ ฉากดำอันเรียบง่ายที่ปรากฏขึ้นมาพร้อมกับข้อความอุทิศแก่ “เฮก พี มานูเจียน” เป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่า มานูเจียนมีอิทธิพลต่ออาชีพของสกอร์เซซีเพียงใด

“เขาทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจที่จะไขว่คว้าหาความรู้และเชื่อมั่นในตนเอง นั่นคือของขวัญที่มีค่าที่สุดชิ้นหนึ่งที่ผมเคยได้รับ และผมรู้สึกขอบคุณทุกวันในชีวิต”

สกอร์เซซียังคงจำได้ดีว่าสิ่งที่มานูเจียนพูดในการปฐมนิเทศนักศึกษาวันแรกนั้นส่งผลต่อตัวเขาอย่างไร มานูเจียนเป็นอาจารย์ด้านภาพยนตร์ชาวอาร์เมเนียน-อเมริกันที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค ในเวลานั้นสกอร์เซซียังไม่แน่ใจว่าอนาคตของตนจะไปในทิศทางใด แต่หลังจากที่ได้ฟังมานูเจียนพูด ไฟในใจของสกอร์เซซีก็ปะทุขึ้นมา เขากล่าวว่า “นื่คือที่ที่ผมอยากไปเรียน ผมอยากเป็นลูกศิษย์ของเขาครับ เขาปลุกไฟในตัวเราและได้ให้ของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดแก่ผม ซึ่งมันล้ำค่ากว่าความรู้เชิงเทคนิคเสียอีก เพราะเขาทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจที่จะไขว่คว้าหาความรู้และเชื่อมั่นในตนเอง นั่นคือของขวัญที่มีค่าที่สุดชิ้นหนึ่งที่ผมเคยได้รับ และผมรู้สึกขอบคุณสำหรับของขวัญนี้ในทุกวันในชีวิต”

สกอร์เซซีเล่าถึงตอนที่มานูเจียนขึ้นไปบนเวทีเล็กๆ ในห้องเรียนแล้วเล่าถึงประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์โดยเอ่ยถึงชื่อคนและชื่อภาพยนตร์ต่างๆ เขาเปิดคลิปจากภาพยนตร์เรื่อง Life of An American Fireman และ Intolerance ซึ่งเป็นการปูรากฐานให้กับกระบวนการสร้างสรรค์ของผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันผู้นี้ “ไม่ว่าเขาตั้งใจหรือไม่ก็ตามแต่เขาก็ได้กระตุ้นความคิดของคุณ การโต้เถียงกับคุณและการแสดงความคิดเห็นของเขาอย่างชัดเจนนั้นทำให้ตัวคุณมีความกระจ่างมากขึ้นด้วยจนคุณสามารถหาทางอธิบาย ปกป้องและสนับสนุนข้อโต้แย้งของคุณได้”

สกอร์เซซีเน้นย้ำว่าการผลิตภาพยนตร์นั้นเป็นศิลปะที่ไม่สามารถสอนกันตรงๆ ได้ แต่การสนับสนุนและแรงไฟจากอาจารย์ต่างๆ อย่างเช่นมานูเจียนได้ช่วยผลักดันให้เขาก้าวเดินต่อไปข้างหน้าในเส้นทางอาชีพสายนี้ และนี่คือมุมมองที่เขาใช้เวลาที่ตนเองต้องเป็นผู้แนะนำคนอื่น “คุณกำลังสัมผัสงานศิลปะนั้นผ่านทางลูกศิษย์ แล้วมันจะกลับมาหาคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในฐานะผู้แนะนำ คุณจะรู้สึกถึงความพึงพอใจอย่างเหลือเชื่อจากการที่คุณสามารถทำให้ใครสักคนเบ่งบาน หากจะเปรียบคนเป็นดอกไม้ ตัวผมเองรู้สึกตื่นเต้นอยู่เสมอเมื่อมีคนหนุ่มสาวมาหาและพูดถึงภาพยนตร์แนวที่พวกเขาต้องการสร้าง และผมก็ให้คำชี้แนะอย่างดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ ผลงานของเขาที่ออกมาก็จะมีความหมายกับตัวผมด้วย เพราะผมรู้ว่าผมมีส่วนเล็กๆ ในงานนั้น และกระบวนการนี้ช่วยให้ผมรู้สึกมีชีวิตชีวาในเชิงการสร้างสรรค์ครับ”

สำหรับผู้กำกับภาพยนตร์เจ้าของผลงานชื่อก้อง Goodfellas ท่านนี้แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และศิษย์นั้นย่อมเป็นความสัมพันธ์แบบต่างตอบแทน เขาอธิบายถึงจุดนี้ว่า “เวลาที่คุณเห็นผลงานของลูกศิษย์ชิ้นที่คุณไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย แต่คุณก็อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องเพราะคุณเคยช่วยเขาผลิตภาพยนตร์เรื่องแรกๆ ของเขา และมันกลับมาสร้างแรงบันดาลใจให้คุณอีกครั้งในการสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองครับ”

เทสติโมนีของ Rolex มาร์ติน สกอร์เซซี ขณะกำกับดาราเจ้าของรางวัล Academy Award ที่เขาร่วมงานด้วยอย่างยาวนาน โรเบิร์ต เดอ นีโร ในภาพยนตร์เรื่อง Taxi Driver

จากภาพยนตร์ Taxi Driver จนถึง The Wolf of Wall Street สกอร์เซซีนำผู้ชมไปนั่งอยู่ในห้วงความคิดของบรรดาตัวละครทั้งในทางกายและจิตด้วยการทดลองใช้สีสัน การเล่นกับการรับรู้ห้วงเวลาของผู้ชมด้วยเทคนิคสโลว์โมชั่นและเทคนิคฟรีซเฟรมอย่างคล่องแคล่ว การเข้าถึงจิตใจของคนดูด้วยการเล่าเรื่องผ่านเสียงบรรยายในบางช่วง หรือแม้กระทั่งกระตุ้นประสาทสัมผัสโดยเล่นกับสัดส่วนภาพของภาพยนตร์

เราสามารถเห็นเทคนิคการถ่ายภาพยนตร์เหล่านี้อยู่บ่อยครั้งในภาพยนตร์ของสกอร์เซซี เขาเข้าใจดีว่ารายละเอียดต่างๆ ที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการเล่าเรื่องบนจอเงิน และภาพยนตร์ชื่อดังของเขาหลายเรื่องก็มีการนำเสนอภาพนาฬิกา Rolex โดยมักจะเลือกรุ่น Oyster Perpetual Day-Date 40 ซึ่งสะท้อนถึงตัวเลือกนาฬิกาในชีวิตจริงของเขา นาฬิกาอันยอดเยี่ยมรุ่นนี้ควรคู่กับการอยู่บนข้อมือของผู้กำกับระดับบุกเบิกวงการผู้นี้ และทำงานด้วยเครื่องรุ่น 3255 ที่มีสิทธิบัตรคุ้มครองมากถึง 14 ใบและเป็นตัวแทนแห่งพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีของ Rolex ด้วยความเที่ยงตรง กำลังลานสำรองและความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนและสนามแม่เหล็กที่เหนือชั้น แล้วยังใช้งานง่ายและทนทานอีกด้วย

บทความที่เกี่ยวข้อง: Rolex Testimonee Alejandro G. Iñárritu on Transmitting Knowledge


25 films and 16 documentaries, how did the greatest director of our time Martin Scorsese achieve cinematic eminence? And what sort of timepiece would accompany this screen legend through his milestones?

Words: Jonathan Ho

Greatness cannot exist in a vacuum. Widely regarded as one of the most significant and influential directors in film history, Rolex Testimonee Martin Scorsese, a legend, counts other legendary directors like Alfred Hitchcock, François Truffaut, and John Ford, among his influences.

“Equipped with encyclopedic knowledge of the medium, Scorsese draws from its past to inform his work,” describes Film critic and academic Steven Benedict attempting to encapsulate the director’s method of magic; but cinematic eminence eludes easy definition, Scorsese is one of those exceptional artists and filmmakers who not only manages to tap into the complexities, and intricacies of human emotionality, but does so while also adding depth to his medium.

Growing up in New York’s Little Italy, Scorsese made his first films in the late 1960s, altering perspectives with classics such as Mean Streets (1973), Taxi Driver (1976), Raging Bull (1980) and Goodfellas (1990). He redefined what was possible in movies with deep introspection of the human condition, his characters were omni-dimensional, deeply complex yet possessed of redemptive qualities.

Master of Cinema Martin Scorsese and his formula for Greatness

“As a mentor, there’s an incredible satisfaction, the fact that you’re able to make someone else flower, in a sense.”

Having directed a total of 25 full-length films and 16 full-length documentary films as of 2019, Scorsese has a penchant of repeat collaborations with cinematographers like Michael Ballhaus, Robert Richardson, and Rodrigo Prieto, and actors, best exemplified with nine films made with Robert De Niro. Equal parts a director of film and of men, Scorsese has brought out the best of Oscar-calibre actors like DiCaprio, and De Niro. In fact, Raging Bull began as De Niro’s obsession, and while he believed that Scorsese was the only man who could film it, the legend wasn’t interested – that was until Scorsese’s own personal epiphany gave him a visceral connection with the story of troubled boxing champion Jake La Motta.

Suffice it to say, receiving eight Academy Award nominations including Best Picture, Best Director, and Best Actor (for De Niro), Raging Bull is widely considered a masterpiece of modern cinema. At the end of Raging Bull, a simple black title card bearing a film dedication to one “Haig P. Manoogian” is testimony to the influence of Manoogian in Scorsese’s career.

“He inspired me to acquire my own knowledge, and to believe in myself. It’s one of the most precious gifts I ever received, and I give thanks for it every day of my life.”

Scorsese remembers being influenced on his first day of student orientation by Manoogian, an Armenian-American professor of filmmaking at NYU. At the time, Scorsese was yet undecided about his future but listening to Manoogian talk, his passion was set aflame. “This is the place I want to go to; I want to study under him,” says Scorsese. “He set a fire in our hearts, and gave me the greatest gifts of all. Much greater than technical knowledge because he inspired me to acquire my own knowledge, and to believe in myself. It’s one of the most precious gifts I ever received, and I give thanks for it every day of my life.”

Scorsese recalls Manoogian getting on a little stage in class and going through the history, mentioning names, films, showing clips of the life of an American fireman and intolerance; setting the foundations for the American film director-producer’s own creative process. “Whether or not he intended it, he did provoke you,” says Scorsese. “By arguing with you and by being very clear in his opinions, it made you clearer, able to find a way to discuss and defend and to support your argument.”

That said, Scorsese insists that the art of filmmaking itself can’t actually be taught and that it was the encouragement and passion of film professors like Manoogian who propelled him forward in his career and it’s a perspective that he brings in when mentoring others, “You’re experiencing the art through the student. And somehow that comes back to you. And there’s an incredible satisfaction, the fact that you’re able to make someone else flower, in a sense. I always get excited by all the young people coming up to me and suggesting they want to make a certain kind of film and I guide them as best I can. When I see whatever they do, it means something to me [knowing] I had a little bit to do with that. It keeps me alive creatively.”

Indeed, the mentor-mentee relationship is a reciprocal one for Scorsese, the director of the critically acclaimed Goodfellas explains, “you see something they did that you had nothing to do with, but you were possibly involved because you had helped them in their first films. It re-inspires you to make your own work.”

From Taxi Driver to The Wolf of Wall Street, Scorsese puts the audience in the minds of his characters physically and psychologically by experimenting with colour, playing on your perception of time with dextrous use of slow motion and freeze frames, engaging your psyche with segments of voice-over narrations, and even titillating your senses by playing with aspect ratios.

Recurring filmmaking techniques are identifiable in many of Scorsese’s films, he understands that details play a crucial role in telling a story on screen and in many of his most iconic films, Scorsese has chosen to feature Rolex watches, with a preference for the Oyster Perpetual Day-Date that reflects his own personal choice: a Oyster Perpetual Day-Date 40. A watch par excellence and worthy companion of the pioneering auteur, it is equipped with a calibre 3255. A consummate demonstration of Rolex technology, with 14 patents, the calibre 3255 offers fundamental gains in terms of precision, power reserve, resistance to shocks and magnetism, ease of use and reliability.

See also: Rolex Testimonee Alejandro G. Iñárritu on Transmitting Knowledge

Comments

be the first to comment on this article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Take Me Top